มาถึงชุมพรตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพื่อนมารับก็ปาเข้าไป เกือบ 8 โมง นอกจากที่มันบอกว่าออกมาช้าแล้ว ระยะทางจากบ้านมันมาที่สถานีรถไฟ ดูเหมือนจะไม่ใช่ แค่ 30 กิโลแล้วล่ะ -_-“  คือ ไม่ใช่อะไร ก็เกรงใจบ้านเขาอ่ะ ไม่ใช่ลูกหลานบ้านเขา แต่ต้องถ่อมารับไกลกว่า 30 กิโล ค่าน้ำมันก็มิใช่น้อยๆ ซะด้วย

เพื่อนฉันสมัยมัธยมเป็นยังไง ก็ยังไม่เปลี่ยนจากเดิมเลย ผิดจากฉันที่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลามากๆ เลย T^T  นอกจากเพื่อนที่โผล่หน้ามารับแล้ว ก็ยังมีคุณอาของเพื่อนที่อุตส่าห์ขับรถมารับ-ส่ง พาเที่ยวตลอดทริปการเดินทาง น้องสาว ผู้เป็นแม่ครัวและเป็นผู้ดูแลเรื่องที่พักตลอดทริป น้องชายตัวเล็กที่ไปเที่ยวด้วยตลอดทริป  

 

สรุป คือ เอิ่ม เธอ ขนญาติเธอ มารับฉันหรือไร?  เพื่อนบอกว่า พี่ๆ น้องๆ ตื่นเต้นมากที่อยู่ๆ เพื่อนก็จะมาเที่ยวที่บ้าน เพราะไม่เคยมีใครคิดจะเดินทางมาที่นี่มาก่อนเลย (ก็คงจะจริง เพราะอยู่ไกลแถมสัญญาณโทรศัพท์ยังหายากขนาดนี้) รับฉันเสร็จ ก็ไปซื้อของพวกน้ำดื่มและกินข้าวเช้าที่โลตัส (รู้สึกคนที่นี่จะตื่นเต้นกับโลตัสมาก น้องๆ พอได้เข้าเมืองทีไร เป็นต้องขอแวะโลตัสทุกที) เราต้องรอให้ศูนย์อาหารเปิดตอน 9 โมงครึ่ง ตัวฉันที่อยากกินอาหารพื้นๆ ของที่นี่ ก็เลยอด (แล้วตอนที่สถานี คือยังไม่อิ่ม?) จากนั้น ยังไปรับน้องชายที่นั่งรถจาก สวี มาที่ บขส. ชุมพร  สรุปคือทริปนี้  พอทุกคนที่บ้านเพื่อนรู้ว่าฉันจะมาเที่ยว ก็เลยขนเด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องแถมเด็กข้างบ้าน ที่ปิดเทอมกันแล้วส่วนใหญ่ ไปเที่ยวพร้อมกันด้วยซะเลย เรียกได้ว่าตอนไปเที่ยวนี่ นั่งกันเต็มรถกระบะเลยทีเดียว  

 

ระยะทางระหว่างสถานีรถไฟ ไปบ้านเพื่อน ที่กระบุรีไกลโขทีเดียว คิดว่าเกิน 50 กม. เห็นจะได้ ระยะ 50 กม. นี่ แค่ ระยะทางจากสถานี-ถนนใหญ่นะ ยังไม่รวมถึงว่าต้องขับเข้าไปในหมู่บ้าน ชื่อ บ้านทุ่งมะพร้าว อีกกว่า 10 กม. (ส่วนบ้านบนไร่นั้นเลยบ้านที่ทุ่งมะพร้าวไปอีกกว่า 20 กม.และเป็นระยะทางที่ต้องขับรถขึ้นเขาด้วย) ระหว่างทางมองเห็นบรรยากาศสองข้างทางแวดล้อมด้วยธรรมชาติ วิวภูเขา สลับซับซ้อน แต่ไม่ใช่ภูเขาสูงเหมือนภาคเหนือ ป่ายาง ป่าปาล์ม ฉันอยากถ่ายรูปเก็บไว้มากๆ ตั้งท่าหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ถ่าย เพราะกะจังหวะไม่ได้ แถมยังอายคุณอาและน้องๆ ที่นั่งรถมาด้วย แบบว่า จะตื่นเต้นดีด๊าเกินไปรึเปล่า ที่ได้มาเห็นธรรมชาติแบบนี้

 

บ้านเพื่อนที่ทุ่งมะพร้าว เป็นบ้านก่ออิฐชั้นเดียวเล็กๆ  ตอนก่อนเดินทางมานี่ เพื่อนเป็นกังวลแทนฉันว่า จะอยู่ได้รึเปล่า เพราะมันแคบและร้อนมากและมีลูกพี่ลูกน้องอยู่กันหลายคน (ซึ่งมันก็จริง) ทีแรกมันว่าจะวางแผนให้คืนแรกจะพาฉันขึ้นไปนอนที่ไร่ เพราะมีที่กว้างขวางกว่า แต่ไม่สะดวกในการเดินทางไป-กลับ ในเมื่อวันที่ 2 ของทริป วางแผนไว้ว่าจะไปทะเลกัน จึงตกลงให้นอนที่บ้านหลังนี้ก่อน

 

หลังจากจัดแจงสัมภาระและอาบน้ำเสร็จแล้ว เอาของฝากที่ซื้อมาให้เพื่อน เป็นเสื้อสกรีนลายกวางคู่ แบบปกซิลเกิ้ลช่วงคริสมาสต์ปี 2007ของ L’arc en ciel ที่ซื้อมาจากร้านขายซีดีญี่ปุ่นที่โรงหนังลิโด้ ฉันซื้อหนังสือ KERA จาก คิโนะคุนิยะ ฉบับเดือน มี.ค. และพกมันมาชุมพรด้วย เรียกว่าเอามาให้เพื่อนได้เปิดหูเปิดตามั่ง บ้านนี้ยังสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ เพื่อนฉันเลยต่อโน๊ตบุ๊คมานอนเล่นดูนักร้องที่เราชอบมาด้วยกันกว่า 10 ปี นั่นก็คือ วง L’arc en ciel สิ่งนี้ มันทำให้เรายังคงคุยกันและทำให้เราสนิทกันจนถึงทุกวันนี้  พวกเรานั่งเสริชดูรายการที่พวกลุงๆ เคยไปออก (หาแบบซับไทย) การที่ได้มีเพื่อนนั่งดูด้วยกัน มันสนุกกว่าการที่ได้นั่งดูคนเดียว หัวเราะคนเดียวเหมือนคนบ้า จริงๆ แฮะ  และแม้ว่าการหาสัญญาณโทรศัพท์โดยเฉพาะ ดี-แทค เป็นเรื่องยากมากสำหรับที่นี่ ก็ยังไม่วายมีเพื่อนสมัยมหาลัยโทรมา ซึ่งมันไม่เชื่อว่าฉันจะติสท์แตกหนีไปเที่ยวใต้คนเดียวจริงๆ  

 

นอนเล่นเพลินๆ จนเกือบจะเย็น น้องๆ บอกจะพาขี่มอไซต์ไปเที่ยว ไปทีก็ไปทั้งแก๊ง 6 คน มอไซต์ 3 คัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกน้องๆ บอก มันอยู่ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ บอกว่าจะพาไปดู คอคอดกระ น้องๆ บอกว่าอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ  ก็อืม แล้วแต่จะพาไปละกัน

 

ฉันนั่งซ้อนท้ายน้องผู้หญิงคนนึง ซึ่งโชคดีมาก เพราะเธอสามารถบอกรายละเอียดในสิ่งที่ฉันอยากรู้ได้ เพราะถ้าเป็นเพื่อนฉันผู้ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ก็คงไม่ได้สาระความรู้อะไรมาก -_-“ และแล้วฉันก็ได้รู้ว่าทำไมฉันถึงได้เปลี่ยนปลายทางมาลงรถไฟที่สถานีชุมพร  เมื่อน้องสาวของเพื่อนบอกว่า พอย่ารู้ว่าเพื่อนของพี่จะมา สิ่งแรกที่ย่าถามคือ  “เพื่อน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?” และฉันฮามากๆ ที่ย่าของเพื่อนคิดมาตลอดว่า ฉันเป็นผู้ชาย ย่าคิดไปต่างๆ นาๆ ว่า ไม่งั้นคงไม่พาไปค้างที่ อ. สวี  เพราะที่นั่นไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย จะทำอะไรก็คงไม่มีใครขัด  อะไรจะหวงคุณหลานขนาดนั้น อายุเท่าพวกฉันนี่ ก็แต่งงานมีลูกกันไปหลายคนละ -_-"  (เพื่อนฉันมันเพิ่งแยกมาจากแฟน ที่ มุกดาหาร ย่าเลยคิดว่า ผู้ชายคนนั้นจะมาตามหามันรึเปล่าหว่า....ก็น่าคิดนะ )   ฉันก็เลยพูดไปแบบขำๆ ว่า เดี๋ยวถ้าเจอย่า ฉันจะปลอมตัวเป็นผู้ชายไปหาย่าของเพื่อนดีกว่า 555+

 

ขี่มอไซต์จากหมู่บ้านมาออกถนนใหญ่ (ถนนเพชรเกษม เส้น ชุมพร-ระนอง ผ่านบ้านทับหลี ออริจินอลซาลาเปาบ้านทับหลีก็อยู่ที่นี่แต่เสียดายไม่ได้แวะชิม) ขับมาประมาณเกือบ 20 กิโล แวะร้านขายเครื่องเขียน ถ้าเป็นคนที่อื่นหรือนักท่องเที่ยว จะนึกไม่ออกเลยว่า ทำไมมีร้านขายเครื่องเขียนมาตั้งอยู่ในเส้นทางที่รถใหญ่วิ่งกันเร็วๆ ทั้งนั้น สองข้างทางก็มีแต่ป่าเขา แต่มันเป็นที่พึ่งของเด็กๆ วัยเรียนในละแวกนี้เป็นอย่างดี น้องชายคนนึงเป็นนักดนตรีตั้งวงดนตรีเล่นที่โรงเรียนและต้องการจะซื้อสายกีต้าร์ แต่ร้านปิดไปซะแล้วเพราะเราออกมาค่อนข้างจะเย็นแล้ว   เด็กแถวนี้ ถ้าขี่มอไซต์ไม่เป็นก็ลำบากเหมือนกันนะ เพราะระยะทางจากบ้าน ไปยังร้านรวงต่างๆ และโรงเรียน อยู่ไกลกันพอสมควร แต่ด้วยความเคยชิน เด็กๆ แถวนี้เลยคงไม่คิดว่ามันเป็นอุปสรรคซักเท่าไหร่ แต่ค่อนข้างน่าหวาดเสียวเพราะเป็นเส้นถนนที่รถใหญ่ พวกรถบรรทุกอาหารทะเลใช้สัญจรวิ่งกันข้ามจังหวัด รถเล็กอย่างมอไซต์ต้องคอยขับชิดซ้ายให้ดีๆ

 

พอร้านปิดเลยขับรถต่อให้ถึงที่หมาย ระหว่างทางน้องสาวผู้เป็นสารถี ชี้ให้ดูบ้านตึกก่อด้วยอิฐหลังหนึ่ง มีเสียงนกเจี๊ยวจ๊าวออกมาจากบ้านหลังนั้น เธอบอกว่า นั่นเป็นเสียงนกที่เปิดจากเครื่องเสียง เพื่อล่อให้นกนางแอ่นมาทำรัง และบ้านตึกที่ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องเล็กๆ ช่องเดียวนั่น ก็สร้างเอาไว้สำหรับนกนางแอ่นทำรัง ส่วนบ้านที่คนอยู่นั่น เป็นเพียงกระท่อมไม้เล็กๆ เท่านั้น!

 

จากรายได้อันมหาศาลของรังนกนางแอ่น คนถึงกับลงทุนอยู่กระท่อม แล้วสร้างตึกให้นกอยู่เชียว!

 

ไม่นานเท่าไหร่ก็มาถึง ตัวเมือง อ. กระบุรี ขับรถเข้าไปในตลาด จอดหน้าเซเว่น แวะซื้อเสบียง เด็กๆ จอดรถแล้วพากันกรูเข้าเซเว่น เราเลยเข้าไปว่าจะซื้อน้ำเปล่าซักหน่อย  ความรู้สึกไม่ต่างกับตอนที่อยู่โลตัส คือ เป็นอะไรที่คนที่นี่เห่อเอามากๆ ถึงกับต่อคิวซื้อของกันยาว อย่างว่า คนใน(กรุง) อยากออก คน (บ้าน) นอก อยากเข้า เราซื้อน้ำเสร็จแล้วมองหาของกินข้างนอก เจอร้านขนมโตเกียว ที่ทำเอาเราสตั๊นไป 5 วิ เพราะฟังที่แม่ค้าถามไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายก็สื่อสารกันได้แหละ และเดินเลยไปซื้อลูกชิ้นเพิ่มอีก เพื่อนฉัน กับน้องสาวตามมาสมทบ ไปเจอเมนูเด็ด คือ หอยลายทอดเสียบไม้ อร่อยมมากก

น้องสาวของเพื่อนเธอกินจุและตัวอ้วนมาก รวมๆ แล้วฉันซื้อลูกชิ้นหมดไป 150 บาท!  (ลูกชิ้นไม้ละแค่ 5 บาท) คิดว่าเป็นการซื้อลูกชิ้นที่มากที่ที่สุดสำหรับเราเลยก็ว่าได้

 

ได้เสบียงแล้วก็ขับไปถึงที่หมาย

 

 

ที่นี่คือ ปากแม่น้ำกระบุรี  ฝั่งตรงข้ามคือ สหภาพพม่า ฉันต้องเร่งทำเวลาบันทึกภาพกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นภาพที่ดูเรียบง่าย แต่สวยมากๆ ที่แม่น้ำ ชาวพม่ากำลังนั่งเรือกลับบ้านของตนที่อีกฝั่ง

 

น้องๆที่มาด้วยกัน ร้อยวันพันชาติไม่เคยคิดที่จะถ่ายรูปวิวที่นี่  พอเห็นนักท่องเที่ยวอย่างฉันตั้งอกตั้งใจเก็บภาพ ก็เอามั่ง แชะๆๆ กันใหญ่ พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พวกเราจึงพากันกลับในเส้นทางเดิม

 

ตลอดระยะทาง ฉันยังสงสัยว่า ตอนนี้เราอยู่จุดไหนของประเทศ คือ งง ว่า ทำไม ประเทศพม่ามาอยู่ตรงแถวนี้ได้ (ซึ่งฉันได้พบคำตอบตอนที่กลับมาถึงบ้านทุ่งมะพร้าวและลองเสริชหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ล)  และส่วนที่แคบที่สุดที่เรียกว่า คอคอดกระ มันเป็นยังไง   จริงๆ แล้ว ก่อนที่จะมาถึงปากแม่น้ำกระบุรี เราผ่าน ตรงจุดที่เรียกว่า คอคอดกระ มาแล้ว แต่เพื่อที่จะให้วิวพระอาทิตย์ตกที่ปากแม่น้ำจึงขับไปดูวิวพระอาทิตย์ตกที่นั่นก่อน แล้วขากลับจึงแวะที่ คอคอดกระ

 

ฉันรู้สึกสงสารจุดที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์จุดนี้  ที่ขาดความเอาใจใส่และการให้ความสำคัญจากทางรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้าย แผนที่หลุดลอก ป้ายอธิบายรายละเอียด สีซีดจาง เราขับรถเข้าไปข้างล่างเพื่อดูบริเวณที่แม่น้ำกระบุรีตรงส่วนที่แคบที่สุด ซึ่งตรงข้ามเป็นสหภาพพม่า ซึ่งป้ายชี้บอกว่า มีระยะห่างจากไทยแค่ 100 เมตร มองไปอีกฝั่งมีแต่ป่าปาล์ม และเนื่องจากใกล้ค่ำแล้ว อยู่นานดูอันตราย เราแวะถ่ายรูปที่นี่แป๊บเดียวแล้วก็เดินทางกลับ

ฉันสงสัยอีกว่า แล้วอย่างนี้ คนพม่าก็เข้า-ออก แถวนี้ได้สบายเลยสิ น้องสาวเพื่อนผู้เป็นสารถีจึงบอกว่า เค้าจะมีด่านตรวจคนอยู่ ถึงใกล้กันแค่นี้ แต่พม่าไม่ได้จะเข้ามาได้ง่ายๆ 

(หมายเหตุ.  ถึงว่า ระหว่างเส้นทาง จ.ชุมพร-อ. กระบุรี จ. ระนอง จะมีด่านตรวจของทหาร เรียกว่า ด่าน จปร. คอยตรวจ รถที่สัญจรถนนเส้นนี้ คิดว่าเพื่อเป็นการสแกนการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของแรงงานพม่าด้วยละมั้ง)

 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันยังจินตนาการถึงสมัยอดีตที่ไทยยังรบพุ่งกับพม่า ชาวบ้านแถวนี้เค้ามีวิถีชีวิตความเป็นเป็นอยู่กันอย่างไรบ้างนะ หมู่บ้านที่เป็นเกราะกันชนระหว่างรัฐแบบนี้ ชาวบ้านมิต้องคอยหนีการรบพุ่งจนไม่เป็นอันทำมาหากินกันเลยรึไงนะ.......

 

ในที่สุด มื้อเย็น ฉันก็ได้กินอาหารพื้นเมืองสมใจอยากแล้ว นั่นคือแกงปลาใส่กะทิ (ไม่รู้แกงอะไรล่ะ) เครื่องเทศแบบปักษ์ใต้ที่ต้องมีขมิ้น กะทิข้นๆ ตอนแรกฉันกลัวว่าจะเผ็ด จึงตักแต่ชิ้นปลา รู้สึกว่าไม่เผ็ดเท่าไหร่  น้องๆ บอกว่า จะกินให้อร่อยต้องเอาน้ำแกงราดข้าว และเหยาะน้ำปลาคลุกลงไปด้วย  ฉันลองทำตาม อื้มมม อร่อยจริง แต่ก็  เผ็ดจริงๆ นั่นแหละ

edit @ 25 Mar 2013 04:31:30 by wakami

edit @ 25 Mar 2013 04:32:18 by wakami

edit @ 25 Mar 2013 04:40:53 by wakami

Comment

Comment:

Tweet